เทศน์พระ

ตาอยู่

๖ ก.ค. ๒๕๖๗

ตาอยู่

พระอาจารย์สงบ มนฺสสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมที่เราแสวงหา เราบวชมา เราจะมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้มันเป็นความเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของตน

ถ้ามันเป็นความเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของตน เหมือนกัน อันเดียวกัน รู้แล้วๆๆ กว่าจะรู้แล้วนะ ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติเจียนอยู่เจียนตาย

ไอ้ที่ว่ามันพร่ำๆๆ นี่รู้โดยกิเลส ถ้ารู้โดยกิเลสไม่มีวันจบวันสิ้น

แต่ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง เงียบ

มันคนละเรื่องกัน มันซับซ้อนกันอยู่ในภวาสวะในจิตของตนนี่แหละ แต่เราแสวงหา เราฝึกหัดพยายามประพฤติปฏิบัติให้มันเป็นขึ้นมาตามความเป็นจริงในหัวใจของเราไม่ได้ เพราะความไม่ได้อันนั้นน่ะมันถึงพร่ำเพ้อ เพ้อเจ้อไง

แต่ถ้าเป็นจริงแล้วจบ มันจบแล้วนะ มันไม่อยากไปตอแยกับใครทั้งสิ้น มันเป็นความจริงของมันน่ะ ถ้าความจริงของมัน ความจริงมันเหนือโลก เหนือโลก เหนือวัฏฏะ เหนือสงสารนี้

สังสารวัฏ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วถ้ามันพ้นจากวัฏฏะไป มันเป็นความมหัศจรรย์ในหัวใจของมันอยู่แล้ว มันเป็นวิหารธรรมๆ จะอยู่ไหน อยู่อย่างไรก็ได้ทั้งนั้น แต่มันเป็นหน้าที่

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง บันลือสีหนาท ฤทธิ์ที่มีอำนาจที่สุด การบันลือสีหนาท การแสดงธรรม แสดงธรรมแล้วตามหน้าที่ จบแล้ว เราสาวกสาวกะ ผู้ได้ยินได้ฟัง เราไปฝึกหัดไตร่ตรองให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของเราได้หรือไม่ได้

มันไม่ได้ๆ ก็เพราะกิเลสตัณหาความทะยานอยากนี่ไง มันไม่ได้ก็พญามาร

คำว่า พญามาร” นะ มารผู้ยิ่งใหญ่ แล้วยิ่งใหญ่จริงๆ ด้วย ครอบงำหัวใจของสัตว์โลกไว้ทั้งสิ้น ถ้ามันครอบงำหัวใจของสัตว์โลกไว้ทั้งสิ้น แล้วใครจะไปรู้ไปเห็นมัน

ไอ้ที่ปฏิบัติไร้สาระ ไร้เดียงสา ไอ้ว่าเห็นรู้เห็นนั่นน่ะ ไร้เดียงสาจริงๆ

ถ้าเป็นจริงนะ กว่าจิตมันจะสงบขึ้นมา มันสงบตามความเป็นจริง ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ความถูกต้องชอบธรรม แค่สัมมาสมาธินั่นแหละ ไอ้ที่ไปรู้ไปเห็นนั่นน่ะ กิเลสมันพาเห็นทั้งนั้นน่ะ

เห็นจริงๆ ไหม

เห็นจริงๆ นั่นแหละ แต่เห็นตามจริตนิสัยของเอ็ง เห็นตามกิเลสของเอ็ง เห็นตามที่กิเลสมันให้เอ็งเห็น แต่ธรรมะอีกเรื่องหนึ่งเลยนะ

ทั้งๆ ที่เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนานะ มาบวชเป็นพระๆ เป็นพระจริงๆ ตามกฎหมายนะ จริงตามธรรมวินัยด้วย สมมุติสงฆ์ จริงทั้งนั้นน่ะ แต่การภาวนาไม่จริง ไม่จริง

แต่ถ้าจริงนะ เวลามันมีความสงบ สงบอย่างไร ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ คำว่า สมาธิ” สมาธิมันมีบาทมีฐานของมันแค่ไหน แล้วถ้ามันรู้มันเห็นไง จิตเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง คำว่า ตามความเป็นจริง” มันเห็นกิเลส มันจับกิเลส แล้วมันแตกต่าง

ไอ้นี่มันไม่ใช่ มันเหมือนเด็กเล่นขายของ มันสมมุติ เล่นกัน เล่นขายของ ไอ้ปฏิบัติก็ปฏิบัติเล่นกับกิเลส กิเลสมันก็พาเล่น เล่นแล้วมันก็พาเตลิดเปิดเปิงไป

แต่มันมีธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาคปริยัติไง ศึกษาเล่าเรียนมาแล้วมันเป็นภาคปริยัติ เป็นภาคความทรงจำ มันจำของมันได้ ถ้าจำของมันได้ มันไม่ได้จำได้เฉพาะชาตินี้ไง

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาในพระไตรปิฎกนะ พระมีความผิด ความระยำตำบอนสิ่งใด แล้วทำอย่างไรแล้วมันสิ่งที่สะเทือนวงการสงฆ์ สงฆ์ไปฟ้องพระพุทธเจ้า

เขาไม่ได้เป็นแต่ชาตินี้หรอก เขาเคยเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้มาตลอด

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน จิตที่เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาเราเห็นความระยำตำบอนของกิเลสในใจของตน บรรลุธรรมๆ” บรรลุอะไรของมึง

ถ้ามันเป็นความจริง มันเหนือโลก คำว่า เหนือโลก” นะ เวลาจิตมันสงบแล้ว

ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อสัจจะเพื่อความจริงของเรา เป็นสัจจะความจริงของเรา เห็นไหม

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติ “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร”

แล้วเวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไง นี่ไง เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง เวลาหลวงปู่มั่นท่านเทศนาว่าการไง เหมือนเครื่องบิน มันเริ่มต้นตั้งแต่ว่ามันแท็กซี่ มันเข้าลานบิน แล้วมันจะขึ้นๆๆ ไปเลย ขึ้นๆ ไป มรรค ๔ ผล ๔ ไง บุคคล ๔ คู่ไง

แล้วเรามีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง มีแต่กิเลสมันป้อนให้ ปฏิบัติบูชากิเลส ทิฏฐิมานะทั้งนั้นน่ะ มันเป็นความระยำตำบอนของกิเลสมันพาออกรู้ออกเห็นนั่นน่ะ ส่งออก

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญาในพระพุทธศาสนา ทวนกระแสกลับเข้าไปสู่ภวาสวะ เข้าไปสู่จิตของตน

การทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจนี่แหละ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้ามันสงบระงับเข้ามา แค่สงบระงับ ที่มันมีความสุขความสบายก็เพราะเหตุนั้นแหละ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี โอ้โฮ! มหัศจรรย์ๆ ติดสุข ถ้ามันติดสุข มันมีให้ติดนะ

ไอ้นี่มันไม่มีให้ติดหรอก สะเปะสะปะไปกับสัญญาอารมณ์ของตนทั้งนั้นน่ะ สะเปะสะปะไป เห็นนิมิต รู้ความรู้ความเห็น มันต้นคด ปลายตรงไม่มี ต้นมันคด

ถ้าต้นมันตรงนะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ อ๋อ! สมาธิเป็นแบบนี้ แล้วถ้าเรามีอำนาจวาสนาไง เห็นนิมิตแล้วมันส่งออกไป มันจะเสียหาย ถ้ามันเสียหาย เราไม่เอา เราไม่ตามกิเลสนั้นไป เราหักแข้งหักขากิเลสของมันไว้ แล้วเราพยายามอยู่กับกรรมฐาน ๔๐ ห้อง อยู่กับปัญญาอบรมสมาธิของเรา ให้มันฝึกหัด ให้มันสงบ ให้มันชำนาญในวสี ถ้ามันชำนาญในวสี ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ตาอินกับตานา

อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค เวลามีสติมีปัญญา หัวปลา พอหัวปลา มันก็ว่ามันมีสติมีปัญญา มันเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต มันมีการศึกษา มันเป็นปัญญาชน มันรู้ของมันมาก

ทำอะไรได้ มีแต่กระดูก หัวปลามีแต่กระดูก

ไอ้มีศรัทธา ศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีการกระทำขึ้นมา นั่นก็หางปลา หางปลามันก็มีทิศทาง เวลาหางปลามันก็ควบคุมทิศทางการว่ายน้ำของปลานั่นน่ะ

มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา มีความมั่นคงในพระพุทธศาสนา มันก็หลงใหลไปกับเขา

ตาอินกับตานา

ตาอยู่คว้าพุงปลาเอาไปกิน

มันตกลงกันไม่ได้หรอก มันตกลงกันไม่ได้ มันก็ทำไปให้กิเลสมันชักจูงไปนั่นไง ปฏิบัติก็ไร้เดียงสา ทิฏฐิมานะก็ โอ้โฮ! แหม! บรรลุธรรม มีปัญญาเลอเลิศ เหมือนกัน

เหมือนที่ไหน

เวลาครูบาอาจารย์นะ พระสารีบุตรเวลาอยู่กับสัญชัย โดนสัญชัยหลอก ก็ศึกษาค้นคว้าจนหมดไส้หมดพุงแล้วทำสิ่งใดไม่ได้ เกิดมาทั้งชาติหนึ่งไม่ให้ใครหลอกทั้งนั้น สัญญากันว่า ถ้าเรามีครูบาอาจารย์ เราจะไม่ทิ้งกัน

พระสารีบุตรไปเห็นพระอัสสชิไง มันสงบเสงี่ยมระงับ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

นี่ตาอยู่ ไม่ใช่ตาอินกับตานา

ปัญญาชนมีสติมีปัญญาเลอเลิศ มีความรู้กว้างขวาง ไอ้ศรัทธาก็ศรัทธาจนไม่มีหัวไม่มีหาง ศรัทธาเชื่อเขาไปหมด

ตาอยู่ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ความสงบเสงี่ยม ความระงับ ไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้น

พระสารีบุตรเห็นเข้า โอ้โฮ! นี่ใช่ ไปฟังไง

“บวชมาจากใคร”

“บวชมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่าอย่างไร”

“ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ”

เหตุที่มึงเกิดก็ต้องเกิดแล้ว อวิชชาพาเกิด เหตุที่จะเอ็งจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ จิตมันสงบ สงบอย่างไร เวลามันยกขึ้นสู่ปัญญา มันต้องมีเหตุปัจจัยไปทั้งนั้นน่ะ

มันไม่ใช่เพ้อเจ้อ เพ้อฝัน ไปบูชากิเลส ให้กิเลสมันป้อนให้ กิเลสมันชักจูงไป ปฏิบัติพอเป็นพิธีกรรมแล้วก็ แหม! บรรลุธรรมๆ

ไร้เดียงสา

ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังของมันขึ้นมา ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

เวลาพระสารีบุตรฟังพระอัสสชิแสดงธรรม ด้วยสติด้วยปัญญา สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เขามีสติมีปัญญา มีเชาวน์ปัญญาของเขา เขาจับต้องของเขาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน ถ้าจับต้องได้ มันต้องเห็นกิเลส จับต้องกิเลสได้ ชำระล้างกิเลสไป มันถึงได้บรรลุธรรม

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายต้องดับเป็นธรรมดาๆ

ธรรมดาของผู้รู้ผู้เห็นรู้ตามความเป็นจริง

ไอ้เราปฏิบัติเกือบตายมันไม่ธรรมดาหรอก ล้มลุกคลุกคลานอยู่นี่

เห็นไหม ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ตาอยู่ๆ คว้าพุงปลาไปกิน

ไอ้ตาอินกับตานานั่นน่ะ ทิฏฐิมานะ ปัญญาชนๆ ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีความรู้ ผู้มีปฏิบัตินะ

มีแต่กระดูก ไอ้หางปลานั่นน่ะ โต้แย้งโต้เถียง

ทาง ๒ ส่วนไม่ควรเสพ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เวลาประพฤติปฏิบัติไง นิโรธ ดับทุกข์ ด้วยวิธีการมรรค ๘ คว้าเอาพุงปลาไปกินเลยล่ะ

ถ้าคว้าพุงปลาเอาไปกิน มันต้องมีอำนาจวาสนา มีการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้ตามความเป็นจริงของตน ถ้าตามความเป็นจริงของตนนะ เราปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นขึ้นมา มันเป็นจริง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันเกี่ยวอะไรกับใคร

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราบวชเป็นพระ บวชเป็นพระ สาวกสาวกะ ผู้ได้ยินได้ฟัง สมมุติสงฆ์ๆ เข้าหมู่

ถ้าหมู่ขึ้นมานะ หมู่ที่ดีงาม หมู่ที่พึ่งพาอาศัยกันไง

เราอยู่กับครูบาอาจารย์นะ ท่านบอก วงกรรมฐานๆ มันเหมือนกับร่างกายของเรา ร่างกายของเรามีเท้า ๒ เท้า อวัยวะในท้องเต็มไปหมด อาการ ๓๒ ไง มีมือ ๒ มือ มีหัว ๑ หัว

นี่ไง หลวงปู่ฝั้นไง ศีลมีอยู่โดยธรรมชาติ แขน ๒ เท้า ๒ ศีรษะ ๑ ศีล ๕ โดยธรรมชาติเลย วิรัติเอาได้เลย นี่ถ้าเป็นวงกรรมฐาน

แล้วถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา การกระทำของเราขึ้นมาให้มันเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมาในหัวใจของตน นี่ไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แล้วถ้าตน ถ้าหัวใจมันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา นี่ไง สิ่งที่เป็นธรรมๆ เป็นธรรมขึ้นมามันเท่าทันกิเลสในใจของตน มันจะส่งออก มันจะไปทำระยำตำบอนอย่างที่กิเลสมันพาทำได้อีกไหม

เวลากิเลสมันระยำตำบอน พาออกไปรู้ พาออกไปเห็น ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นภาคปริยัติไง บรรลุธรรมๆ

ก็เอ็งจำเขามา เอ็งจำเขา อารมณ์ก็ตามมา ตามมา กิเลสมันก็พลิกแพลงให้ แล้วมีอะไรอีก ก็บรรลุธรรมไง จะโง่อย่างนั้นใช่ไหม ตาอินกับตานาไง หัวปลากับหางปลานั่นน่ะ มีแต่กระดูกทั้งนั้นน่ะ แล้วพุงปลาล่ะ

พุงปลา ไขมันมันเยอะนะ ชาวประมงเขารู้ของเขา เพราะเขาจับปลาอยู่ทั้งชีวิตของเขา สิ่งใดในตัวปลาที่มีคุณค่าที่สุด

นี่ไง เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ผลของวัฏฏะๆ ไง เวลาตกนรกอเวจีมันก็ทุกข์เจียนตาย เวลามันไปเกิดบนสวรรค์ ไปเกิดเป็นอินทร์ เป็นพรหม นั่นก็ทิพย์สมบัติ ก็อยู่สุขอยู่สบายของตนไง นี่ไง ตาอินกับตานาไง

เกิด เรามีอำนาจวาสนาได้เกิดเป็นมนุษย์ ท่ามกลางนรกสวรรค์ ท่ามกลางเพราะมีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบรรดาสัตว์ ๒ เท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด

เพราะอะไร

เพราะชีวิตมันมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายล่ะ พระพุทธศาสนาตอบโจทย์ตรงนี้ ตอบโจทย์ที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่เวียนไปอีกแล้ว จิตที่มันเวียนๆ พอกันที แต่ต้องพอกันทีด้วยอาสวักขยญาณ พอกันที ขณะ นิโรธ ดับทุกข์ ดับทั้งหมดด้วยมรรค ๘ ด้วยความเป็นจริง ตาอยู่

ตาอยู่ เห็นไหม มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

แล้วทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ไม่มีหรอก หลวงตาพระมหาบัวไปหาหลวงปู่มั่นไง มหา มหาจะมาหานิพพานใช่ไหม นิพพานไม่ได้อยู่ในตำรา ไม่อยู่ในภูเขาเลากา ไม่อยู่ที่วัดวาอาราม ไม่อยู่ที่ศาลาโรงธรรมของใครทั้งสิ้น ไม่อยู่ในโบสถ์ด้วย ไม่อยู่ในพระพุทธรูปด้วย ไม่อยู่ที่ไหนเลย มันอยู่ท่ามกลางหัวใจของสัตว์โลก

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตที่มันยิ่งใหญ่นัก ครอบ ๓ โลกธาตุ

เวลาหลวงตาท่านสิ้นกิเลสไง อวกาศของจิต อวกาศของธรรมไง ครอบทั้ง ๓ โลกธาตุ ตั้งแต่พรหมนะ กามภพ รูปภพ อรูปภพทั้งหมดเลย

เพราะจิตนี้เคยเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะทั้งสิ้น มันพ้นจากวัฏฏะนี้ไป ยิ่งใหญ่ครอบงำ ๓ โลกธาตุ มันยิ่งใหญ่ขนาดไหน หัวใจมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน ไม่มีสิ่งใดที่จะปิดบังความรู้ของวิมุตติสุข ความรู้ของสัจธรรมอันนี้ได้อีกเลย

ถ้ามันมีสิ่งใดที่มันค้างคาใจ สิ่งใดที่ลังเลสงสัย สิ้นกิเลสไม่ได้

สิ้นกิเลสคือจบสิ้น ไม่มีสิ่งใดๆ คาหมดเลย หมดทั้งสิ้น

ถ้าเป็นจริง นี่ตาอยู่ สิ่งที่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง

เราถึงมีอำนาจวาสนา เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เกิดเป็นมนุษย์มากมายมหาศาล เราเกิดมา ดูโลกเขาสิ ใบไม้ร่วงนะ คนตายไปมากมายมหาศาล คนเกิดขึ้นมาก็มากมาย ตั้งแต่เด็กแต่น้อยขึ้นมา ประชากรไทยมีเท่าไร เดี๋ยวนี้มีเท่าไร ต่อไปอนาคตมันจะมีมากขึ้นกว่านี้ วิตกวิจารณ์กันหมดเลยว่า ต่อไปเราจะหาอาหารปัจจัยเครื่องอาศัยอย่างใดมาเพื่อดำรงชีวิตของมนุษย์

ประชากรศาสตร์เขาบอกแล้ว มนุษย์จะลดน้อยลง เพราะอะไร เพราะมนุษย์มีสติมีปัญญา มีลูกมากจะยากจน ไม่ยอมมีลูก ไม่แต่งงานกันแล้ว ประชากรจะลดลงเพราะอะไร เพราะคนมีสติมีปัญญา

ก่อนหน้านั้นอยู่กันโดยธรรมชาติ อยู่กันโดยสังคมไง มีลูกมากๆ จะได้มีแรงงาน จะได้ทำการเกษตรกรรม จะได้ช่วยกันดูแลเศรษฐกิจ จะช่วยกันดูแลทรัพย์สินสมบัติ ช่วยกันๆ เสร็จแล้วพอทางวิชาการสติปัญญามันเจริญมากขึ้น เออ! มันชักไม่เป็นสุขแล้วล่ะ มีลูกมากจะยากจน ไม่แต่งงาน ไม่มีครอบครัว

นี่ไง เรามาบวชเป็นพระๆ ถือพรหมจรรย์ พรหมจรรย์นี้เพื่อพรหมจรรย์ พรหมจรรย์นี้ไม่ใช่ให้ใครมารับรองว่ายิ่งใหญ่ พรหมจรรย์นี้ไม่ใช่ไปแก้ทิฏฐิมานะของใคร พรหมจรรย์นี้ไม่ใช่เพื่อให้ใครยอมรับ

พรหมจรรย์นี้เพื่อฆ่ากิเลส กิเลสมึงต้องตาย

เพราะเราถือพรหมจรรย์ ไม่ใช่บุคคลคู่ เป็นหนึ่งเท่านั้น แล้วหนึ่งแล้วเราฝึกหัดปฏิบัติไง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ในสมัยพุทธกาลนะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกให้ถือศีล ๘ ถือศีล ๑๐ ๒๒๗ เขาต่อต้านเลย ทำอย่างนี้ได้อย่างไร ถ้าอย่างนี้แล้วโลกมันก็สิ้นมนุษย์ มนุษย์ไม่มี

นี่เวลาคิดทางทฤษฎีไง แล้วมันเป็นไปได้จริงไหม

แม้แต่ตัวเราคนเดียวนะ จะถือศีลให้บริสุทธิ์มันยังทุกข์ยากขนาดนี้ เราคนเดียว แล้วว่าบุคคลที่มีศีล ๕ แล้วมันจะมีได้จริงหรือเปล่าล่ะ ถ้ามันมีได้จริงนะ โอ้โฮ! สังคมมนุษย์จะเหมือนพระอินทร์เลย เหมือนเทวดาเลย

เทวดา ทิพย์สมบัติของเขา เขามีแต่ความสุขนะ ไอ้ของเราเกิดมาเราปรารถนาความสุข แต่สังคมมัน สังคมรังแกฉัน พ่อแม่รังแกฉัน ทุกคนเอาเปรียบเอารัดฉัน ฉันมีแต่ความทุกข์ความยากทั้งนั้นน่ะ โทษเขาไปหมด

ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา สังคมจะร่มเย็นเป็นสุขไง ถ้าร่มเย็นเป็นสุขไปแล้ว ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา สติปัญญาเท่านั้น

นี่เหมือนกัน เราฝึกหัดปฏิบัติ สติปัญญาของเราเท่านั้นที่จะเท่าทันกิเลสในหัวใจของตน ถ้าเท่าทันกิเลสในหัวใจของตนไง

ถ้าเป็นตาอินเป็นหัวปลา มันก็ทิฏฐิมานะ เป็นปัญญาชน มีสติมีปัญญา โอ้โฮ! แก่กล้า บรรลุธรรมๆ

ถ้ามันเป็นหางปลา มันเป็นตานา ตานาก็ว่า แหม! ฉันมีศรัทธาความเชื่อพระพุทธศาสนา ฉันนี้มั่นคงในพระพุทธศาสนา ฉันเชิดชูบูชาพระพุทธศาสนา ฉันจะบูชาพระพุทธศาสนาไง

แต่เวลาตาอยู่ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ทั้งทิฏฐิมานะที่มันรู้มันเห็น ที่มันว่ามันยิ่งใหญ่นั่นน่ะ มันเป็นความไร้สาระ เวลากิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส กิเลสมันก็ชักจูงไปอย่างนั้นน่ะ

เวลาเป็นหางปลา เราว่าเรามั่นคงในพระพุทธศาสนา เราเป็นคนดี เราเชิดชูบูชาพระพุทธศาสนา มันก็ติดตัวมันอยู่นั่นน่ะ

แต่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา วางให้หมด

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราทำสิ่งใดของเรามา ถ้าเราทำสิ่งใดของเรามา สิ่งที่มันเข้ามาเป็นวิกฤติในชีวิต นั่นน่ะเวรกรรมของตน มันเพราะเวรกรรมของตน ก็วางไว้ สิ่งใดที่เกิดขึ้น เราตั้งสติของเรา

เวลากรรมมันให้ผลๆ มันก็เกิดจากสภาวะแวดล้อม เกิดจากสังคม

แต่ถ้าของเราล่ะ ยิ้มรับเลย อะไรก็ได้ เราเท่าทันมัน เราไม่หวั่นไหว ไม่ตอแย ไม่ต้องมาให้เบียดเบียนให้มันมีปัญหาต่อกัน แต่เขามีกับเราอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วแหละ

แต่เราไง สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นสุขๆ เถิด เป็นสุขๆ เถิด แต่มันจะเป็นสุขเป็นทุกข์ มันก็อยู่ที่ทิฏฐิมานะ กิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของคน

คนมีความรู้สึกนึกคิดแตกต่างกันไป จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย ในปัจจุบันนี้ เราเกิดเป็นมนุษย์ไง แล้วสิ่งที่เรารู้เราเห็น สังคม ในระบบเศรษฐกิจมันก็มีขึ้นมีลงโดยธรรมชาติของมัน กระแสการเมืองของโลก ดูความเปลี่ยนแปลงของโลกสิ ศูนย์อำนาจเมื่อก่อนอยู่ที่ไหน มันเคลื่อนย้ายมันไป มันถึงกาลเวลาของมัน

ถ้ากาลเวลาของมัน สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง กาลเวลา ถึงเวลาแล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามสัจจะตามความเป็นจริงของกระแสสังคม กระแสโลก

แล้วเราล่ะ

เราอยู่กับกระแสสังคม กระแสโลก ถ้าเป็นระบบเศรษฐกิจไง เวลากระแสความเปลี่ยนแปลง ผู้ที่กำหนดได้ ผู้ที่เท่าทัน เขาจะได้ผลประโยชน์ทั้งนั้นเลย เคลื่อนย้ายการลงทุนไปดักหน้าไว้หมดแล้ว แล้วถึงเวลาแล้ว ผลประโยชน์ของบุคคลคนนั้นทั้งสิ้น นี่ไง กระแสสังคม กระแสของโลก โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สิ่งใดเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นทุกข์ เห็นทุกข์ไหม ดับทุกข์ได้ไหม

ไอ้นี่คร่ำครวญอยู่อย่างนั้นน่ะ ทุกข์ ทุกข์ คร่ำครวญอยู่อย่างนั้นน่ะ ให้กิเลสมันบีบบี้สีไฟ เหยียบย่ำทำลายอยู่อย่างนั้นน่ะ ทุกข์ ทุกข์ ทำไมเอ็งไม่ลุกขึ้น ทำไมไม่เผชิญหน้ากับมัน

ทุกข์ควรกำหนด

ตาอยู่ ไม่ใช่หัวปลา ไม่ใช่หางปลา ไม่ใช่ทิฏฐิมานะว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ตัวเองมีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ว่าตัวเองเป็นคนดี คนมีความมั่นคง ไอ้นั่นมันเป็นอารมณ์ความรู้สึกทั้งนั้น มันเป็น กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เป็นจริตนิสัยของคนเท่านั้น

เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระแล้วเราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราไง ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเรา เราบวชเป็นพระสมมุติสงฆ์ มันเป็นสังคมของสงฆ์ไง สังคมของสงฆ์สิ่งใดที่มันเป็นข้อวัตรปฏิบัติ มันเป็นกิริยาที่เกิดในสงฆ์นั้น สงฆ์นั้นถ้ามันมีความร่มเย็นเป็นสุขไง เราอาศัยสิ่งนั้นเป็นที่พึ่งพาอาศัยไง นกมันยังมีรวงมีรังของมัน เห็นไหม

ดูสิ สิ่งที่ว่าเกิดมาๆ คนเราถ้าเกิดมามีพ่อมีแม่ พ่อแม่คุ้มครองดูแลไง บวชเป็นพระ บวชเป็นพระแล้วใครจะดูแลไง

อาวุโส ภันเตไง ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านคุ้มครองดูแล สร้างธรรมทายาท ธรรมทายาทให้เป็นธรรมขึ้นมาไง

ความเป็นธรรมขึ้นมา มันเป็นธรรมมาจากไหน

ปริยัติก็ศึกษาทรงจำธรรมวินัย ปฏิบัติก็ล้มลุกคลุกคลานไง หัวปลากับหางปลานั่นไง เวลามันเป็นตาอยู่ๆ เป็นทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง มันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตนไง ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน เห็นไหม

บัว ๔ เหล่า คณะสงฆ์ หัวใจของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน บัว ๔ เหล่า บัวที่มันมีอำนาจวาสนา สายบัวมันยาว มันจะพุ่งพ้นจากน้ำรับแสงอรุณไง แสงแดด มันจะเบ่งบานของมันไง ไอ้บัวใต้น้ำมันก็เป็นอาหารของเต่าอาหารของปลาไง

นี่ไง ถ้าเราเป็นหมู่สงฆ์ๆ ไง ถ้าหมู่สงฆ์ ถ้าหมู่สงฆ์ที่ดีงาม ถ้ามีครูบาอาจารย์ท่านคุ้มครองดูแลเราให้ฝึกหัดปฏิบัติไง

การฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา หัวปลามันว่ามันปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วใครอย่ามาปฏิบัติแซงหน้าแซงหลังนะ ใครปฏิบัติเกินหน้าไม่ได้ หางปลานั่นน่ะมันก็ว่ามันมั่นคงอย่างนั้น

คณะสงฆ์ทำข้อวัตรพร้อมกันในเวลา เวลาถึงหมดเวลาแล้วต่างคนต่างเข้าหาที่สงบสงัดของตน

เช้าขึ้นมาบิณฑบาตด้วยปลีแข้ง ทำภัตกิจ ทำการฉันอาหารในบาตรของตนแล้ว เสร็จกิจของสงฆ์ เราเสร็จกิจในการภัตกิจเสร็จแล้ว มันเป็นเวลาของตนแล้ว ผู้ใดอยู่ในเงื้อมผา ในเรือนว่าง นี่ไง ร้านนี่เรือนว่าง ทางจงกรมน่ะมี เข้าทางจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นั่นน่ะเป็นงานปฏิบัติแล้ว

นั่นพรหมจรรย์ อยู่ผู้เดียว อยู่เป็นคณะสงฆ์ แต่เวลาแยกไปออกไปแล้วอยู่ผู้เดียว อยู่ในการแสวงหา ในการค้นคว้า ในการฝึกหัด ในการประพฤติปฏิบัติขึ้นมาในหัวใจของตนไง ในหัวใจของตน นี่ไง พระพุทธศาสนาไง

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ใครเกิดน่ะ เกิดมาแล้วเป็นใคร แล้วเกิดแล้วมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ถ้าเกิดมาแล้วไม่มีอำนาจวาสนา มันก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะแข่งขันไปกับโลกนั่นไง กำลังแข่งขันเพื่อความยิ่งใหญ่ เพื่อความประสบความสำเร็จในชีวิตนะ

เราก็เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราก็มีสมอง เราก็มีไม้มีมือเหมือนกัน เราจะไปแข่งขันธุรกิจกับใครก็ได้ แต่เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาไง ภาคปริยัติ เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาไง เราปฏิบัติขึ้นมา เราละความเป็นฆราวาส ละสิทธิในการแข่งขันนั้น ละสิทธิในทางโลกนั้น แล้วมาบวชเป็นพระ นักรบ ตาอยู่ เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง วางธรรมวินัยนี้ไว้ให้กับบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

อุบาสก อุบาสิกา ก็หน้าที่การงานของเขา เขาก็แสวงหาในอาชีพของเขา เขาอยากจะฝึกหัดปฏิบัติ ทางของฆราวาสเป็นทางคับแคบ

เราเห็นความคับแคบในการเป็นฆราวาส เรามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระทางกว้างขวาง ทางกว้างขวางจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงทำอย่างไรก็ได้ไง นี่จะเป็นนักรบไง จะเป็นทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง

แล้วทางสายกลางในพระพุทธศาสนามันสายกลางที่ไหน

มันต้องสายกลางในหัวใจของตนไง

ถ้าหัวใจของตน ถ้ามีศรัทธาความเชื่อพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระไง แล้วบวชเป็นพระแล้วจะเป็นนักรบไง เวลารบแล้ว ทำภัตกิจเสร็จแล้วไง อย่ามั่วสุม อย่าคลุกคลี แยกออกไป แยกออกไปตามสิทธิของความเป็นนักรบ

แล้วอยู่ที่ไหน

อยู่ในทางจงกรม ทางที่นั่งสมาธิภาวนา

เราแสวงหาของเราได้ แล้วแสวงหาของเราได้นะ เราพยายามฝึกหัดเข้ามาไง ถ้าฝึกหัดเข้ามานะ เวลามันเริ่มมีความสงบเข้ามา

มีความสงบนะ ไม่ใช่บรรลุธรรมๆ ปฏิบัติบูชากิเลสทั้งนั้นน่ะ

จิตสงบแล้วทบทวน เป็นจริงหรือเปล่า ถ้าสมาธิมันเข้ามันออก ถ้าเป็นสมาธิจิตมันสงบ ทำไมวันนี้มันมีความสุข รู้สึกว่าชื่นบาน รู้สึกว่าอยู่ได้ ไม่ออเซาะ ไม่ฉอเลาะ ไม่วิตกวิจารณ์ ไม่มีทุกข์มียาก เวลามันเสื่อมมาน่ะ เต็มตัวเลย

ของที่มีอยู่ก็เสื่อมไป ของที่แสวงหามามันก็หลุดจากไม้จากมือไป แล้วจะทำอีกๆ กิเลสมันได้ทีแล้วแหละ กิเลสมันได้ทีแล้ว มันขึ้นขี่หลังแล้วมันฉุดกระชากลากไป

มรรคผลนิพพาน กึ่งกลางพระพุทธศาสนามันจะไม่มีแล้วแหละ ครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้

นี่เวลามันฟังไง เวลากิเลสมันต่อต้านขึ้นมาแล้ว กิเลสมันฟื้นมาแล้วนะ

เวลาฟังเทศน์ๆ เทปก็มี คอมพิวเตอร์ ในเฟซบุ๊ก ในไลน์เยอะแยะไปหมดเลย เทศน์กัน โอ้โฮ! น้ำไหลไฟดับเลย เราสึกเป็นฆราวาส เราก็ทำของเราได้

นี่มันออกไปแล้ว นี่เวลากิเลสมันตีกลับนะ

แต่ถ้าเราเอาจริงเอาจังของเรา ทำภัตกิจเสร็จแล้วเราจะเข้าทางจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นั่งสมาธิภาวนามันมีความสุขความสงบไง แล้วมันเห็นโทษเลย ถ้ามันจะสุขสงบได้มันต้องมีสติ

เวลาเราขาดสติ เราปฏิบัติบูชากิเลส มันจะบูชาด้วยปลายลิ้นไง มันจะประพฤติปฏิบัติด้วยอารมณ์ไง ด้วยความขี้โม้ขี้คุยไง คุยกันด้วยเรื่องมรรคเรื่องผลนิพพานไง แล้วก็คอยมีเล่ห์ มีแง่มีมุมว่าของกูถูก ของมึงผิด แล้วก็โต้แย้งกันไป

หมากัดกัน

เวลาปฏิบัตินะ ธมฺมสากจฺฉา ปฏิบัติเกือบตายกว่าจะสงบสักทีหนึ่ง แล้วสงบแล้วรักษาให้เป็นเกือบตาย

ไอ้ที่โม้ขนาดนั้นน่ะ นั่งสมาธิจะเป็นสมาธิ เมื่อคืนนั้นน่ะนั่งถึงตี ๒

แล้วคืนก่อนๆ เอ็งนั่งกี่โมง เวลาจะมาพูดธรรมะ แหม! เมื่อคืนนะ นั่งตี ๒ นั่งตี ๔ เชียว แล้วก่อนหน้านั้นมึงเคยนั่งหรือเปล่า นั่งแล้วมันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

จะครึ่งชั่วโมง จะ ๒๔ ชั่วโมง เวลาเป็นเวลา จิตถ้ามันลง มันลงโดยธรรมชาติของมัน แล้วถ้าคนมีอำนาจวาสนาเขารักษาของเขาได้

หลวงปู่เจี๊ยะพูดตลอด เอ็งนั่งภาวนากันทั้งวัน สู้กูนั่งเยี่ยวไม่ได้ กูนั่งเยี่ยวดีกว่ามึงอีก

๒๔ ชั่วโมง เมื่อคืนนั่งตี ๔ นั่งตี ๒ เลย โอ้โฮ! จิตมันลงอย่างนั้น

แล้วลงอย่างไร ลงแล้วมันเป็นอย่างไรต่อล่ะ

สมถกรรมฐานเป็นพื้นที่ เป็นการกระทำ หาที่การประพฤติปฏิบัติของเรายังไม่ได้เลย ถ้าหาที่ประพฤติปฏิบัติของเราได้ เวลาเป็นสัจจะเป็นความจริง เราจะรักษาของเราไว้

ดูสัตว์สิ นักล่ามันหวงที่ของมัน มันเดินลาดตระเวนตลอดนะ พวกเสือ พวกสิงโต มันลาดตระเวนที่ของมัน มันหวง ไม่ให้ใครเข้ามารุกรานในที่ของมัน เพื่ออะไร ที่ของมัน เวลาสัตว์กินพืชเข้ามา นี่เป็นเหยื่อของมัน มันล่า

สถานที่ของใคร สถานที่ของมัน สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน

แม้แต่สัตว์มันยังหวงแหนที่ทางของมัน มันไม่ให้สัตว์ตัวอื่นเข้ามารุกรานในที่ของมันเลย มันหวงฝูงของมัน มันเป็นผู้ดูแลฝูงของมัน

ไอ้นี่พูดถึงนักปฏิบัติ มนุษย์มันฉลาดกว่าสัตว์อยู่แล้ว แล้วเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระ แล้วบวชเป็นพระ เป็นพระปฏิบัติเสียด้วย

ปฏิบัติพอเป็นพิธี ถ้ายังไม่มีกล้อง ยังไม่นั่งสมาธิก็แล้วกันแหละ กล้องมา นั่งสมาธิแล้ว เห็นไหม นี่นักปฏิบัติ

ปฏิบัติให้ตาย ตายปฏิบัติเลย ปฏิบัติพอเป็นพิธี ปฏิบัติเพราะเขาถ่ายรูป

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติไม่มีใครเห็นเลย มาอยู่ถ้ำสาริกา ๓ ปี องค์เดียว อยู่องค์เดียวในถ้ำ ๓ ปี ได้ขั้นที่ ๒ และขั้นที่ ๓ ขั้นที่ ๔ ไปได้ที่เชียงใหม่

เวลาปฏิบัติ ไม่ต้องมีใครมารู้มาเห็นกับเรา

ความรู้เห็นของโลก ความรู้เห็นของนักวิชาการ เขาจะรู้จักธรรมได้อย่างไร เขารู้จักธรรมด้วยวิชาการ เขารู้จักธรรมด้วยการวิเคราะห์วิจัยของเขา วิเคราะห์วิจัยเป็นนักวิทยาศาสตร์ไง

นักวิทยาศาสตร์บอกว่าต้องเปิดกว้าง ยิ่งเปิดกว้างทางการวิชาการยิ่งเจริญ

เปิดกว้างก็ส่งออกไปให้กว้าง ส่งออกไปถึง ๓ โลกธาตุ แล้วคว้าน้ำเหลวมาตลอด

แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านให้ทำสมาธิ ท่านให้ทำความสงบของใจ สมถกรรมฐาน ถ้าใจสงบแล้วฝึกหัดให้เกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากจิต

มันไม่ใช่กว้างขวางทางวิชาการ ต้องวิเคราะห์วิจัย ส่งออกไปหมดเลย

เวลามันย้อนกลับ โอ้! ช็อกๆๆๆ เลย มันเป็นอย่างนี้เอง มันเป็นอย่างนี้เอง เงียบ ไม่โม้ ไม่พูด

หลวงปู่เจี๊ยะอยู่ที่เมืองจันท์ฯ ได้ขั้นที่ ๒ แม้แต่อาจารย์ของตนก็ไม่พูด พ่อแม่พี่น้องไม่ยอมให้ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่น ไม่ได้เด็ดขาด

ต้องหลวงปู่มั่นเท่านั้น

ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นรายงานผลของการปฏิบัติ

กระผมพิจารณากายอย่างนั้นๆ

หลวงปู่มั่นนั่งฟัง หลวงปู่เจี๊ยะเล่าให้ฟังเอง

แล้วจะให้ผมทำอย่างไรต่อไปครับ

ก็พิจารณากายอย่างเดิมไง พิจารณากายอย่างที่เอ็งพิจารณามานี่

เพราะ ๒ ขั้นนะ ได้มาแล้ว ๒ ขั้น ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

อยู่กับอาจารย์กงมา ไม่บอกอาจารย์กงมาแม้แต่คำเดียว ไม่บอกใครทั้งสิ้น ไม่พล่ามๆๆ เหมือนหมาบ้า

หมาบ้ามันภาวนา เมื่อคืนนั่งตี ๒ โอ้โฮ! อดอาหาร นั่งตลอด ถือเนสัชชิกทั้งคืนเลย

พระพุทธรูปนะ ที่สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ที่เขาไปกราบกันน่ะ พระพุทธเมตตาอะไรน่ะ ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้วนะ ไม่กระดุกกระดิกเลย นั่งอยู่ที่สังเวชนียสถานทั้ง ๔ นั่งมา ๒,๐๐๐ กว่าปี

เมื่อคืนนั่งถือเนสัชชิกเลย แหม! มันมีความเข้าใจมากมายมหาศาล

เวรกรรม เวรกรรมฉิบหาย

เป็นจริงเป็นจังนะ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ตาอยู่ พุงปลานะ พุงปลามันเป็นสุภาษิต แต่ถ้าเป็นธรรมะนะ เป็นวิหารธรรม เป็นสติ มหาสติ ปัญญา มหาปัญญา ปัญญาที่แกล้วกล้า ปัญญาที่คมกล้า ผู้ที่เป็นปัญญาเองมันยังมหัศจรรย์ ทึ่ง อึ้ง มันจะมีที่ไหนในโลก มันจะมีอะไรเทียบเคียงกันได้

มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ที่มี มันจะมีก็มีในใจของสาวกสาวกะ มีในหัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น มีในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง มันมหัศจรรย์ลึกล้ำจนพูดกับใครไม่รู้เรื่องหรอก พูดไม่ได้ พูดไม่ได้

แต่หลวงตาพระมหาบัวบอก ไม่ต้องพูด เรารู้แล้ว เรารู้แล้ว

แค่ขยับก็รู้แล้ว ไม่ต้องพูด ที่พูดคือไม่รู้ ที่รู้เขาไม่พูด

เอวัง